ขนม เอแคลร์

posted on 02 Sep 2011 17:18 by riskyyy
 
ประวัติ  เอแคลร์
 

ขนมแป้งลูกเล็กที่เรียกว่า ‘เอแคลร์’ นั้นมีข้อมูลความเป็นมาอยู่น้อยนิด นักประวัติศาสตร์อาหารก็ได้แต่สันนิษฐานกันไปว่า น่าจะคิดปรุงขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 โดยเจ้าของสูตรอาจเป็น Marie-Antoine Careme หัวหน้าห้องเครื่องประจำราชสำนักฝรั่งเศส ซึ่งได้คิดค้นทำขนมหน้าตาคล้ายๆกับเอแคลร์นี่แหละ
เอแคลร์เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า Lightning หรือ ฟ้าแลบ และไม่มีใครแน่ใจว่าทำไมมีชื่อแปลกๆอย่างนี้ได้ เลยเดากันไปว่า คงเป็นขนมก้อนเล็กที่เอาใส่ปากและกินได้รวดเร็วอย่างกับสายฟ้าที่แลบแปลบปลาบอะไรประมาณนั้น
    
ส่วนผสมทั้งหมด
- แป้งข้าวโพด 1/4 ถ้วย + 2 ช้อนโต๊ะ
- แป้งบัวแดง 1 ถ้วย + 2 ช้อนโต๊ะ
- ไข่ไก่(เบอร์ 0) 7 ฟอง
- เนยสดเค็ม ¼ ถ้วย + 2 ช้อนโต๊ะ
- เนยสดจืด 5 ช้อนโต๊ะ
- นมผง 1/3 ถ้วย
- น้ำตาลทราย ½ ถ้วย
- นมข้นจืด ¾ ถ้วย
- วนิลา 3 ช้อนชา
- เกลือ ¼ ช้อนชา
- น้ำเปล่า 2¼ ถ้วย
วิธีการทำเอแคลร์
วิธีทำ :
A.Claire02
1. นำเนยสดผสมน้ำสะอาดใส่กระทะตั้งไฟ เมื่อน้ำเดือด คนให้เนยสดละลายเป็นเนื้อเดียวกันกับน้ำ
2. นำแป้งสาลีมาร่อนในกระชอนแยกเศษกรวดเม็ดทรายทิ้ง แล้วใส่ผสมลงในกระทะคนไปมาจนแป้งจับตัวรวมกันเป็นก้อนเหนียว และส่วนผสมทั้งหมดในกระทะรวมเป็นเนื้อเดียวกัน
A.Claire03
3. นำแป้งที่ได้จากข้อ 2. มาเทลงในกะละมัง รอจนแป้งอุ่น จึงเริ่มตอกไข่ไก่ฟองที่ 1 ผสมลงไป ใช้ที่ตีไข่คลุกเคล้าแป้งและไข่ให้ทั่วจนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นจึงตอกไข่ไก่ใบที่ 2 ลงไป คนให้เข้ากันเช่นเดียวกับไข่ใบแรกและทำแบบเดียวกันนี้กับไข่ใบที่ 3 และ 4
A.Claire04
4. เมื่อผสมไข่ไก่หมดแล้วและคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี จะทำให้แป้งมีลักษณะเป็นครีม สามารถนำไปอบได้
5. นำถุงพลาสติกขนาดถุงโอเลี้ยงมาตัดที่มุมก้นถุงมุมใดมุมหนึ่ง กว้างประมาณ 0.5 เซนติเมตร นำส่วนผสมที่ได้ในข้อ 4. เทใส่ในถุงพลาสติก ไล่อากาศออกจากถุง แล้วปิดปาก ถุงไว้
A.Claire05
6. จากนั้นนำมาหยอดลงบนถาดอบ (ก่อนหยอดทารองพื้นถาดอบด้วยเนยขาวบาง ๆ เพื่อมิให้ขนมติดถาด) โดยบีบส่วนผสมจนไหลออกทางมุมถุงพลาสติกที่ตัดมุมไว้ ขณะที่ส่วนผสมไหลออกจากถุงให้วนเป็นวงกลมคล้ายก้นหอยกว้างประมาณ 1 นิ้ว หยอดห่างกัน 1-2 นิ้ว จนเต็มถาด
7. จากนั้น นำเข้าเตาอบด้วยอุณหภูมิ 400 องศาฟาเรนไฮต์ รักษาระดับความร้อนให้คงที่ จนกระทั่งขนมสุกมีสีเหลืองนวล นำออกมาผึ่งรอใส่ไส้ต่อไป
A.Claire06

ส่วนผสมไส้ :
- แป้งข้าวโพด 0.5 ถ้วยตวง กับอีก 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลทราย ¾ ถ้วยตวง
- เกลือ ½ ช้อนชา
- นมสด 3 ถ้วยตวง
- ไข่ไก่ 5 ฟอง
- วานิลลา 1 ช้อนโต๊ะ
- เนยสด 4 ช้อนโต๊ะ

A.Claire07
วิธีทำ :
1. ตอกไข่ไก่ทั้งหมดใส่ในภาชนะ ตีให้ฟู เทใส่หม้อพร้อมกับส่วนผสมอื่น ๆ ทั้งหมดนำหม้อไปตั้งไฟ ใช้ความร้อนปานกลาง คนส่วนผสมในหม้อไปเรื่อยๆ ช้าๆ จนกระทั้ง ส่วนผสมเข้ากันดีมีลักษณะเหนียวข้น จึงนำลงจากเตาพักรอให้เย็น
2. จากนั้นนำมาใส่ถุงพลาสติกที่ตัดมุมก้นถุงไว้เหมือนกับถุงที่ใส่ตัวแป้ง
3. นำตัวขนมที่อบสุกแล้วมา ใช้กรรไกรตัดตรงกลางของลูกขนมตามแนวนอน บีบไส้จนไหลออกจากมุมถุงพลาสติกที่ตัดมุมไว้หยอดเข้าไปในช่องของลูกขนมพอประมาณ ปิดเนื้อขนมที่ถูกตัดให้คืนกลับมาแนบติดกัน
A.Claire08
ข้อแนะนำ : การทำขนมเอแคลร์ให้มีขนาดใหญ่พองฟูสามารถรักษารูปทรงอยู่ได้นาน ให้ใช้ไข่ไก่ฟองใหญ่นำมาทำตัวขนม แต่ไม่ควรเพิ่มจำนวนฟองของไข่ เพราะขนมจะเสีย รสชาติ

คำถามทบทวน

posted on 21 Aug 2011 20:08 by riskyyy

1. มัลติมีเดียคืออะไร เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข้อมูลอย่างไร

ตอบ คือการนำเสนอข้อมูลหลายๆรูปแบบพร้อมๆกัน เพื่อส่งเสริมการรับรู้เเละความเข้าใจของผู้รับข้อมูล ได้มีการนำเสนองานในรูปแบบมัลติมีเดียอย่างหลากหลาย เช่น ตัวหนังสือ เสียง ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น

 

2. การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบเว็บไซต์ดีกว่าเอกสารสิ่งพิมพ์อย่างไร

ตอบ ดีกว่า เพราะว่าเราสามารถเเชร์ข้อมูลหรือเเลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ในทันที เพิ่มลูกเล่นให้ดู     น่าสนใจเเละให้มีความหลากหลาย โดยอาจจะใส่สีตัวหนังสือ จัดทำให้ตัวอักษรวิ่งได้ ใส่ภาพให้มีการเคลื่อนไหว ลงข้อมูลที่สั้นกระชับได้ใจความสำคัญเเละสามารถเข้าใจได้ง่าย

 

3. Microsoft PowerPoint สามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดได้บ้าง

ตอบ ตัวอักษร รูปภาพ ภาพนิ่ง เสียง ภาพยนตร์

 

4. การเชื่อมโยงภายในเเละภายนอก Microsoft PowerPoint เเตกต่างกันอย่างไร

ตอบ  แตกต่างกัน โดยการเชื่อมโยงภายใน คือการสร้างจุดเชื่อมโยงไปยังจุดอื่นๆหรือไปยังภาพนิ่งอื่นๆ ในไฟล์เดียวกัน ส่วนการเชื่อมโยงภายนอก คือการเชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลอื่นๆ นอกไฟล์งานที่นำเสนอ       

 

5. นอกจากคอมพิวเตอร์เเล้วยังมีเทคโนโลยีใดที่ช่วยส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลบ้าง

ตอบ โปรเจคเตอร์ โน้ตบุ๊ค

 

6. นักเรียนคิดว่าการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดสามารถทำได้ง่ายที่สุด เพราะเหตุใด

ตอบ นำเสนอข้อมูลในรูปแบบภาพยนตร์ก็ได้ เพราะว่าสามารถสื่อเนื้อหาให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย

 

7. การตกเเต่งเพิ่มเติมด้วยแม่แบบใน Microsoft PowerPoint สามารถทำได้อย่างไร

ตอบ สามารถได้ได้ดังนี้ คลิกขวาบนพื้นที่ว่าง แล้วเลือกไปที่ออกแบบภาพนิ่ง จากนั้นก็เลือกใช้แม่แบบที่แถบเครื่องมือ

 

8. การกำหนดกล่องข้อความหรือวัตถุให้เคลื่อนไหวใน Microsoft PowerPoint สามารถตั้งค่าได้ที่ใด

ตอบ คลิกกล่องข้อความหรือวัตถุนั้นๆแล้วคลิกขวา เลือกการเคลื่อนไหวแบบกำหนดเอง

แถบเครื่องมือจะเปลี่ยนเป็นการเคลื่อนไหวแบบกำหนดเอง ให้เลือกที่เพิ่มลักษณะพิเศษ

ตั้งค่าความเคลื่อนไหวที่ต้องการ

 

9. ยกตัวอย่างซอฟต์เเวร์ที่ใช้สำหรับนำเสนอข้อมูลตัวหนังสือหรือตัวอักษรมาอย่าน้อย     3 โปรเเกรม   

ตอบ Microsoft PowerPoint

       Microsoft Word      Microsoft Publisher

 

10. ถ้าไม่มีกล่องข้อความใน Microsoft PowerPoint จะสามารถสร้างงานนำเสนอ    ข้อมูลได้หรือไม่ อย่างไร

ตอบ ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องนำเสนอข้อมูลเป็นตัวอักษร อาจจะแทรกภาพ  แทรกภาพยนตร์หรือเสียงแทน ซึ่งไม่ต้องมีกล่องข้อความก็สามารถทำได้

 

11. เครื่องพิมพ์เป็นฮาร์ดเเวร์ที่จำเป็นสำหรับการนำเสนอข้อมูลด้วย Microsoft PowerPoint   หรือไม่ อย่างไร

ตอบ  ไม่จำเป็น เพราะว่าสามารถนำเสนอข้อมูลด้วย Microsoft PowerPoint ในรูปแบบอื่นๆได้ เช่น การนำเสนอในรูปแบบมัลติมีเดีย การสร้างจุดเชื่อมโยง และอัปโหลดข้อมูลไว้บนอินเตอร์เน็ตในรูปแบบของเว็บไซต์ เป็นต้น

 

12. Microsoft PowerPoint สามารถเเทรกรูปภาพ ภาพยนตร์ เเละเสียงได้หรือไม่ ถ้าได้มีวิธีการอย่างไร

ตอบ ได้ มีวิธีการ ดังนี้ โดย เข้าไปยัง Microsoft PowerPoint ไปคลิกที่ Insert (แทรก) ถ้าเราจะแทรกอันไหนก็คลิกไปยังอันนั้น เลือกไฟล์ แล้วกดตกลง

 

13. การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิ แผนผัง เเละกราฟดีกว่าการนำเสนอข้อมูลด้วยตัวหนังสือหรือตัวอักษรอย่างไร

ตอบ ดีกว่า เพราะว่าเราได้สรุปข้อมูลที่สำคัญๆเอาไว้เเล้ว สามารถอ่านเเละทำความเข้าใจได้ง่ายด้วยตนเอง

 

14. การสร้างงานนำเสนอด้วย Microsoft PowerPoint สำหรับผู้รับข้อมูล 20 คนพร้อมกันจะต้องใช้ฮาร์ดเเวร์เเละซอฟต์เเวร์ใดบ้าง

ตอบ ฮาร์ดเเวร์ - คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค

       ซอฟต์เเวร์ - Microsoft PowerPoint

 

15. ยกตัวอย่างเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการนำเสนอข้อมูล ในรูปแบบตัวหนังสือ หรือตัวอักษร รูปภาพ หรือภาพนิ่ง แผนภูมิ แผนผัง กราฟ เสียง และภาพเคลื่อนไหวได้พร้อมกัน

ตอบ คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค Microsoft Microsoft PowerPoint

ภาษาคอมพิวเตอร์

posted on 09 Aug 2011 10:01 by riskyyy
    
                                         ฝึกฝนและพัฒนาการเขียนโปรแกรมภาษา C
                                               Introduction to C Programming


การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ บางคนก็ว่ายาก บางคนก็ว่าเป็นเรื่องสนุก หลายคนบอกว่า ขอเป็นแค่ผู้ใช้สนุกที่สุด แต่จะมีซักกี่คนที่จะมีใจรักที่จะก้าวไปบนถนนแห่งการพัฒนาฝีมือและฝึกฝนการเขียนโปรแกรมด้วยตัวเอง เพื่อให้มีผู้ที่สนใจนำไปใช้งาน และเพิ่มประสิทธิ์ภาพในการทำงาน และ ความสะดวกสบายๆ ต่างๆมากขึ้น ว่าไปแล้วนักโปรแกรมเมอร์เหล่านี้ ก็ไม่แตกต่างจากผู้ที่ปิดทองหลังพระมากนัก เพราะหลายๆ โปรแกรมที่มีให้ใช้งานกันในปัจจุบัน จะมีใครทราบบ้างไหมว่า ผู้เขียนโปรแกรมเหล่านั้นมีใครกันบ้าง ดังนั้น ผู้ที่คิดจะก้าวมาเป็นนักพัฒนาโปรแกรมมืออาชีพ คงต้องอาศัยใจรักที่จะอยากจะพัฒนา และฝึกฝนฝืมือในการเป็นโปรแกมเมอร์มืออาชีพมาเป็นอันดับหนึ่ง สำหรับบทความนี้จะเริ่มต้นด้วยการสอนให้เข้าใจในหลักการพื้นฐานของการการพัฒนาโปรแกรมในภาษา C ความรู้และความเข้าใจที่จำเป็นต่อการเป็นโปรแกรมเมอร์มืออาชีพในอนาคต เราลองเริ่มมาเรียนรู้กันอย่างคร่าวๆ กันเลยล่ะกัน โดยผู้เขียนจะอธิบายเป็นตอนๆ ทั้งหมด 8 ตอนด้วยกันได้แก่

1. พื้นฐานโปรแกรมภาษา C (Introduction to C Programming)
2. การเขียนโปรแกรมทางเลือก (Selection Structures)
3. การเขียนโปรแกรมแบบ วนซ้ำ (Repetition & Loop)
4. ฟังก์ชัน และการเขียนโปรแกรมแยกเป็นโมดูล (Functions & Modular Programming)
5. ตารางอาเรย์ (Arrays)
6. ตัวแปรพอยเตอร์ (Pointers)
7. ตัวแปรสตริง (String)
8. โครงสร้างสตักเจอร์ (Structure)


1. พื้นฐานโปรแกรมภาษา C (Introduction to C Programming)

ก่อนอื่นของแนะนำพื้นฐานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์กันซักนิด ก่อนที่จะเริ่มเรียนรู้ภาษา C กัน หน่วยสำคัญที่สุดของคอมพิวเตอร์ก็คือ หน่วยประมวลผลหรือที่เรียกกันว่า CPU โดยปกติ CPU จะมีภาษาของตัวเองที่เรียกว่า ภาษาเครื่อง (Machine Language) ซึ่งจะเป็นภาษาที่ประกอบไปด้วยเลขฐานสองมากมาย ดังนั้นการที่จะเขียนโปรแกรมควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ โดยใช้ภาษาเครื่องโดยตรงนั้นจึงทำได้ยาก จึงได้มีการพัฒนาตัวแปรภาษาเครื่องที่เรียกว่า โปรแกรมภาษาระดับสูงขึ้นมา หรือที่เรียกว่า High Level Languages โดยภาษาในระดับสูงเหล่านี้ จะมีลักษณะรูปแบบการเขียน (Syntax) ที่ทำให้เข้าใจได้ง่ายต่อการสื่อสารกับผู้พัฒนา และถูกออกแบบมาให้ง่ายต่อการใช้งาน และจะเปลี่ยนคำสั่งจากผู้ใช้งาน ไปเป็นเป็นภาษาเครื่อง เพื่อที่จะควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ต่อไป ตัวอย่างของโปรแกรมภาษาระดับสูง ได้แก่ COBOL ใช้กันมากสำหรับโปรแกรมทางด้านธุรกิจ, Fortran ใช้กันมากสำหรับการพัฒนาโปรแกรมด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ เพราะง่ายต่อการคำนวณ, Pascal มีใช้กันทั่วไป แต่เน้นสำหรับการพัฒนาเครื่องมือสำหรับการเรียนการสอน, C & C++ ใช้ทั่วไป ปัจจุบันมีผู้เลือกที่จะใช้กันอย่างแพร่หลาย, PROLOG เน้นหนักไปทางด้านงานประเภท AI และ JAVA ใช้ได้ทั่วไป ปัจจุบันเริ่มมีผู้หันมาสนใจกันมากและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
คราวนี้เราลองมาเตรียมตัวกันซักนิก ก่อนที่จะลงมือพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ขั้นแรก เราต้องศึกษารูปแบบความต้องการของโปรแกรมที่จะพัฒนา จากนั้นก็วิเคราะห์ถึงปัญหาตลอดจนวิธีการแก้ปัญหา จากนั้นจึงนำเอาความคิดในการแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน ไปเขียนในรูปแบบของโปรแกรมภาษาในระดับสูง ซึ่งจะอยู่ในรูปแบบของ Source Program หรือ Source Code จากนั้นเราก็จะใช้ Complier ของภาษาที่เราเลือก มาทำการ Compile Source code หรือกล่าวง่ายๆ คือแปลง Source code ของเราให้เป็นภาษาเครื่องนั่นเอง ซึ่งในขั้นตอนนี้ ผลที่ได้ เราจะเรียกว่า Object code จากนั้น Complier ก็จะทำการ Link หรือเชื่อม Object code เข้ากับฟังก์ชันการทำงานใน Libraries ต่างๆ ที่จำเป็นต่อการใช้งาน แล้วนำไปไว้ในหน่วยความจำ แล้วเราก็จะสามารถ Run เพื่อดูผลของการทำงานโปรแกรมได้ หากโปรแกรมมีข้อผิดพลาด เราก็จะทำการแก้ หรือที่เรียกกันในภาษาคอมพิวเตอร์ว่า การ Debug นั่นเอง
ภาษา C เป็นโปรแกรมภาษาระดับสูง ถูกพัฒนาขึ้นในปี 1972 ที่ AT&T Bell Lab เราสามารถใช้ภาษา C มาเขียนเป็นคำสั่งต่างๆ ที่คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ และกลุ่มของคำสั่งเหล่านี้ เราก็เรียกกันว่า อัลกอริธึม ได้มีผู้ให้คำจำกัดความของคำว่า อัลกอริธึม ว่าเป็น “A precise description of a step-by-step process that is guaranteed to terminate after a finite number of steps with a correct answer for every particular instance of an algorithmic problem that may occur.” สำหรับ Compiler ภาษา C ที่มีในปัจจุบัน มี 2 ค่ายใหญ่ๆ ที่มีผู้คนสนใจใช้กันมากได้แก่ Microsoft และ Borland การใช้งาน Compiler ทั้งสองตัวนี้ สามารถเรียนรู้ได้ไม่ยากนัก เราจึงจะมาเริ่มต้นที่การเขียนโปรแกรมในภาษา C กันเลย เราลองมาเริ่มจากตัวอย่างการเขียน ภาษา C แบบ ง่ายๆ กันก่อนกับโปรแกรม Hello World

#include
main()
{
printf("Hello World !! ");
}

บรรทัดแรก #include เป็นการบอกว่าให้ทำการรวม Header file ที่ชื่อว่า stdio.h (.h = header) ซึ่งเป็น header ที่เกี่ยวข้องกับการรับและให้ข้อมูล (Standard Input Output) นอกจาก stdio.h แล้ว ก็ยังมี Header อื่นๆ ที่ผู้พัฒนาสามารถที่จะเรียกใช้งาน Function ที่จำเป็นจาก Header นั้นๆ ได้ อาทิเช่น

5519

รู้จัก Header File กันไปล่ะ คราวนี้ เราลองมาดูบรรทัดถัดไปกัน ก็คือ ฟังก์ชัน main() จะเป็นจุดเริ่มต้นของโปรแกรม และโปรแกรมทุกโปรแกรมในภาษา C จะต้องมี Function main() นี้ โดยส่วนมาก เราจะใช้ Function main() ในการกำหนดค่าเริ่มต้นต่างๆ ของโปรแกรม จากนั้นจึงเข้าสู่ Function ต่างๆ ที่ผู้พัฒนา ได้กำหนดขึ้นไว้

บรรทัดถัดมาจะเป็นเครื่องหมาย { ซึ่งเป็นเครื่องหมายบ่งบอกขอบเขตของ Function โดยขอบเขตของฟังก์ชัน จะเปิดและปิดโดยใช้เครื่องหมายเปิด { และเครื่องหมายปิด } ตามลำดับ ภายใน Function main() จะมีคำสั่ง (Statement) printf("Hello World !! "); ซึ่ง printf เป็น Function ในภาษา C ทำหน้าที่ให้โปรแกรม ทำการแสดงผลออกทางหน้าจอว่า Hello World !! และทุกครั้ง ผู้พัฒนาจะต้องทำการจบคำสั่งหรือ Statement ด้วยเครื่องหมาย semi-colon ;

ดังนั้นรูปแบบของการเขียนโปรแกรม จึงเขียนออกมาในรูปแบบดังนี้

// ข้อความที่อยู่ข้างหลังเครื่องหมาย // จะเป็นคำอธิบายโปรแกรม
#include
void main()
{
constant declarations; // การกำหนดค่าคงที่ต่างๆ
variable declarations; // การกำหนดตัวแปรต่างๆ
executable statements; // คำสั่งการทำงานของโปรแกรม
}

การอ่านข้อมูลและการแสดงผล (Input & Output)

รูปแบบการใช้งานฟังก์ชัน printf จะทำการพิมพ์ในรูปแบบที่ เริ่มต้นด้วย Format ที่ต้องการจะพิมพ์ และตามด้วยตัวแปรที่ต้องการพิมพ์ ดังนี้

printf( const char *format [, argument]... );

สำหรับการนำข้อมูลเข้าก็เช่นกัน จะใช้ฟังก์ชัน scanf ซึ่งจะเป็นฟังก์ชันสำหรับอ่านข้อมูลจากคีย์บอร์ด และจะนำข้อมูลที่ User ทำการพิมพ์ไปเก็บไว้ใน argument โดยแต่ละ argument จะต้องเป็นตัวแปรที่เรียกว่า pointer (รายละเอียดจะได้กล่าวต่อไป) และมีชนิดที่ตัวแปรที่สัมพันธ์กับที่ได้กำหนดไว้ใน Format รูปแบบการใช้งานของฟังก์ชัน scanf สามารถเขียนได้ดังนี้

scanf( const char *format [,argument]... );